top of page

โรงเรือนอนุบาลต้นเนื้อเยื่อควรมีสภาพแบบไหน? จากต้นอ่อนในขวดสู่ต้นกล้าที่แข็งแรงพร้อมเติบโต

6 ก.ย.
ยาว 2 นาที

ต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่เพิ่งนำออกจากขวด ยังไม่สามารถรับสภาพโรงเรือนทั่วไปได้ทันที เพราะตลอดช่วงที่อยู่ในขวด ต้นเติบโตภายใต้ความชื้นสูง แสงค่อนข้างต่ำ และมีการแลกเปลี่ยนอากาศจำกัด ใบที่เกิดในสภาพดังกล่าวมักมีชั้น cuticle หรือ epicuticular wax บาง ขณะที่การควบคุมการเปิด–ปิดของปากใบยังทำงานไม่สมบูรณ์ เมื่อนำออกจากขวด ต้นจึงสูญเสียน้ำได้รวดเร็วกว่าต้นกล้าปกติ โรงเรือนอนุบาลจึงมีหน้าที่สำคัญในการช่วยให้ต้นค่อย ๆ ปรับตัวจากสภาพ in vitro ไปสู่ ex vitro โดยไม่เกิดความเครียดรุนแรง


โรงเรือนอนุบาลต้นเนื้อเยื่อ

สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ความชื้นสัมพัทธ์ หรือ RH ในระยะแรกหลังออกขวด ต้นควรอยู่ในสภาพความชื้นสูงเพื่อลดการสูญเสียน้ำ งานวิจัยในพืชหลายชนิดใช้ RH มากกว่า 90% ในช่วงเริ่มต้น เช่น Philodendron ‘White Knight’ มีการใช้ RH ประมาณ 95–100% ในช่วง 2 สัปดาห์แรก ก่อนค่อย ๆ ลดลงภายหลัง อย่างไรก็ตาม ความชื้นสูงไม่ควรถูกใช้ตลอดกระบวนการ เพราะเป้าหมายของการอนุบาลคือการฝึกให้ต้นควบคุมการสูญเสียน้ำได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงควร ค่อย ๆ ลด RH เป็นลำดับ แทนการเปลี่ยนจาก 95% ลงเหลือ 60–70% ภายในวันเดียว


แสงเป็นอีกปัจจัยที่ต้องควบคุมอย่างระมัดระวัง ต้นออกขวดต้องได้รับแสงเพื่อพัฒนาความสามารถในการสังเคราะห์แสง แต่ไม่ควรได้รับแสงแดดจัดทันที งานใน Spathiphyllum ‘Sensation’ พบว่าช่วง PPFD ประมาณ 100–150 µmol m⁻² s⁻¹ ให้ผลที่ดีในระบบทดลอง ขณะที่งานใน Blueberry ใช้แสงประมาณ 55 µmol m⁻² s⁻¹ ในช่วงเริ่มต้นการปรับสภาพ ตัวเลขที่แตกต่างกันนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีค่าแสงเดียวที่เหมาะกับพืชทุกชนิด สำหรับโรงเรือนที่อนุบาลไม้ใบเขตร้อนหลายชนิด การมี shade net ที่สามารถปรับระดับได้ จึงมีประโยชน์มากกว่าการติดสแลนเปอร์เซ็นต์เดียวแบบถาวรทั้งโรงเรือน


ด้าน อุณหภูมิและการระบายอากาศ ก็ต้องทำงานสัมพันธ์กับความชื้นและแสง งาน acclimatization ของพืชเขตร้อนและไม้ประดับหลายชนิดใช้ช่วงอุณหภูมิประมาณ 22–28°C แต่ในประเทศไทยปัญหาสำคัญคืออุณหภูมิภายในโรงเรือนอาจสูงกว่าสภาพอากาศภายนอกจาก greenhouse effect โดยเฉพาะช่วงกลางวัน โรงเรือนจึงควรสามารถระบายความร้อนได้และมีการเคลื่อนตัวของอากาศอย่างเหมาะสม ช่วง Primary Hardening ควรมีลมค่อนข้างเบาเพื่อไม่เร่งการคายน้ำมากเกินไป จากนั้นจึงเพิ่ม ventilation เมื่อเข้าสู่ Secondary Hardening เพื่อฝึกต้นให้รับสภาพแวดล้อมภายนอกมากขึ้น


อีกเรื่องที่มักเข้าใจผิดคือ อากาศชื้นไม่ได้หมายความว่าวัสดุปลูกต้องแฉะ ต้นออกขวดต้องการ RH สูงเพื่อลดการสูญเสียน้ำทางใบ แต่รากยังต้องการออกซิเจน วัสดุปลูกจึงควรมีทั้งความสามารถในการรักษาความชื้น ความพรุน และการระบายน้ำที่ดี ตัวอย่างเช่น งานในสับปะรดพบว่า peat moss สามารถให้ survival ถึง 100% ภายใต้สภาพการทดลอง ขณะที่ Philodendron ‘White Knight’ มีรายงานการใช้ส่วนผสม peat moss, orchid stone และ coconut husk chips และได้ survival สูงเช่นกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหาวัสดุที่ “อุ้มน้ำมากที่สุด” แต่เป็นวัสดุที่ ชื้นสม่ำเสมอแต่มีช่องอากาศเพียงพอให้รากพัฒนา


โรงเรือนอนุบาลต้นเนื้อเยื่อ

สำหรับโรงเรือนเชิงพาณิชย์ ควรแยก ระบบเพิ่มความชื้นในอากาศออกจากระบบให้น้ำต้นไม้ เช่น ใช้ fog หรือ fine mist เพื่อควบคุม RH และใช้ irrigation อีกระบบหนึ่งสำหรับควบคุมความชื้นของวัสดุปลูก การใช้ timer เพียงอย่างเดียว เช่น เปิดหมอกทุก 30 นาที อาจควบคุมสภาพได้ไม่แม่นยำ เพราะวันที่ฝนตกกับวันที่อากาศร้อนจัดมี RH แตกต่างกันมาก ระบบที่เหมาะกว่าคือใช้ Temperature/RH sensor ร่วมกับระบบ fog และหากเป็นการผลิตจำนวนมาก ควรมี PPFD sensor และ data logger

เพื่อดูว่าสภาพแวดล้อมจริงที่ต้นได้รับเปลี่ยนแปลงอย่างไรตลอดวัน


โครงสร้างโรงเรือนก็ควรออกแบบให้เหมาะกับกระบวนการผลิต โดยแบ่งอย่างน้อยเป็น Primary Hardening → Secondary Hardening → Nursery และจัดทิศทางการเคลื่อนย้ายต้นแบบทางเดียว ต้นใหม่จากห้องเนื้อเยื่อเข้าสู่พื้นที่ล้างและคัดคุณภาพก่อนปลูก จากนั้นเข้าสู่ Primary Hardening ที่ควบคุม RH สูงและแสงต่ำกว่า เมื่อแข็งแรงจึงย้ายไป Secondary Hardening ที่มี RH ต่ำลงและการระบายอากาศมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ Nursery ปกติ นอกจากนี้ควรใช้โต๊ะอนุบาลยกจากพื้น พื้นโรงเรือนควรล้างง่ายและไม่มีน้ำขัง และไม่ควรนำถาดหรืออุปกรณ์จาก Nursery ย้อนกลับเข้าสู่พื้นที่ต้นออกขวดโดยไม่ผ่านการทำความสะอาด

ตัวอย่างเช่น Philodendron ที่เพิ่งออกขวด อาจเริ่มต้นใน Primary Hardening ที่ RH ประมาณ 90–95% และ PPFD ราว 50–100 µmol m⁻² s⁻¹ จากนั้นจึงค่อยลด RH และเพิ่มแสงเมื่อเริ่มเห็นรากและใบใหม่ ส่วนกล้วยหรือสับปะรดอาจตอบสนองต่อสภาพดังกล่าวต่างออกไป จึงไม่ควรกำหนดว่า “ต้นเนื้อเยื่อทุกชนิดต้องอยู่ RH 90% เป็นเวลา 14 วัน” เหมือนกันทั้งหมด โรงเรือนที่ผลิตพืชหลายชนิดควรแยก protocol อย่างน้อยเป็นกลุ่ม เช่น Aroid, Banana, Pineapple, Orchid และ Woody Plant แล้วเก็บข้อมูล survival และ growth ของแต่ละกลุ่มเพื่อหาค่าที่เหมาะกับระบบผลิตจริง


ดังนั้น โรงเรือนอนุบาลต้นเนื้อเยื่อที่ดีไม่ใช่โรงเรือนที่รักษาความชื้นสูงตลอดเวลา แต่เป็นโรงเรือนที่สามารถปรับสภาพแวดล้อมอย่างเป็นขั้นตอน ช่วงแรกควรให้ความชื้นสูง แสงไม่แรง อุณหภูมิเหมาะสม ลมต่ำ และวัสดุปลูกชื้นแต่ไม่แฉะ จากนั้นจึงค่อย ๆ ลด RH เพิ่มการระบายอากาศ เพิ่มแสง และลดการพึ่งพาระบบหมอก จนต้นสามารถอยู่ในสภาพ Nursery ปกติได้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญไม่ควรตัดสินความพร้อมจากจำนวนวันเพียงอย่างเดียว แต่ควรดู การเกิดรากใหม่ ใบใหม่ที่สร้างหลังออกขวด ความแข็งแรงของใบ และความสามารถของต้นในการไม่เหี่ยวเมื่อความชื้นลดลง เพราะนั่นคือสัญญาณว่าต้นผ่านการปรับสภาพอย่างแท้จริงและพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตต่อไป




✨ช่องทางการสั่งซื้อ✨

Facebook Fanpage : ไทยทิชชู – ต้นไม้เพาะเนื้อเยื่อ ( Inbox 📩)

TikTok Shop : https://www.tiktok.com/@thaitissueshop

Shopee : https://shopee.co.th/thaitissue



🌱Other Contacts🌱

☎️ : 06-4475-7495 , 08-8629-4513

Line OA : https://lin.ee/UQFnpoN

 
 
 

ความคิดเห็น

ได้รับ 0 เต็ม 5 ดาว
ยังไม่มีการให้คะแนน

ให้คะแนน
bottom of page
Verification: 9933af91e0ee3d8d