เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสตรอเบอร์รี่: ทางเลือกผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคและสม่ำเสมอ
- นภสร ตาปะสี
- 3 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
สตรอเบอร์รี่เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้ดีด้วยไหล แต่ในงานผลิตเชิงพาณิชย์ วิธีดั้งเดิมนี้มีความเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม เพราะโรคสามารถสะสมและถ่ายทอดจากต้นแม่ไปยังรุ่นถัดไปได้ ไม่ว่าจะเป็นไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย หรือไฟโตพลาสมา เมื่อต้นพันธุ์เริ่มต้นไม่สะอาด ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ต้นใดต้นหนึ่ง แต่ลามไปถึงทั้งแปลง ทั้งในแง่การเจริญเติบโต ความสม่ำเสมอของผลผลิต และคุณภาพผลที่เก็บเกี่ยวได้ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือผลิตต้นพันธุ์ที่ควบคุมได้มากกว่าเดิม

จุดแข็งของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสตรอเบอร์รี่คือสามารถเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์ได้มาก ได้ต้นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน และช่วยลดการสะสมของโรคเมื่อเริ่มต้นจากวัสดุพันธุ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้ meristem culture หรือ shoot tip culture ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญในการผลิตต้นปลอดโรค ปลายยอดหรือเมริสเต็มมีขนาดเล็กมาก บางงานใช้ชิ้นส่วนเพียงประมาณ 0.1–0.5 มิลลิเมตร จึงต้องอาศัยความชำนาญสูง แต่ข้อดีคือมีโอกาสลดการติดไวรัสได้มากกว่าการใช้ชิ้นส่วนขนาดใหญ่จากต้นแม่โดยตรง
ชิ้นส่วนที่นิยมใช้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสตรอเบอร์รี่มีหลายแบบ แต่ต้องเลือกให้ตรงกับเป้าหมาย หากต้องการทำต้นแม่พันธุ์ปลอดโรคระดับคุณภาพสูง ควรเริ่มจากเมริสเต็มหรือปลายยอดจากไหลอ่อน เพราะเหมาะกับการทำ mother stock หรือ foundation stock ส่วนถ้ามีต้นแม่ที่ผ่านการตรวจโรคแล้วและต้องการเพิ่มจำนวนในระบบผลิต สามารถใช้ข้อ ตาข้าง หรือ shoot cluster เพื่อกระตุ้นการแตกยอดได้ดี ตัวอย่างเช่น ฟาร์มที่ต้องการผลิตต้นพันธุ์สตรอเบอร์รี่สำหรับโรงเรือน อาจเริ่มจากต้นแม่ที่ตรวจโรคแล้ว จากนั้นใช้ตาข้างเข้าสู่ขั้นตอน multiplication เพื่อเพิ่มจำนวนต้นให้เพียงพอต่อการปลูก
ในทางกลับกัน ใบ ก้านใบ หรือ leaf disc มักเหมาะกับงานวิจัยด้าน callus induction, organogenesis, somatic embryogenesis หรือการปรับปรุงพันธุ์มากกว่า แม้ชิ้นส่วนเหล่านี้สามารถสร้างยอดได้ในบางสูตร แต่การผ่านแคลลัสมีความเสี่ยงต่อ somaclonal variation หรือต้นกลายมากกว่าการเพิ่มยอดจากตาข้างโดยตรง หากเป้าหมายคือผลิตต้นพันธุ์ขายที่ต้องการความตรงสายพันธุ์ เช่น ทรงต้นเหมือนเดิม ออกดอกสม่ำเสมอ คุณภาพผลไม่เปลี่ยน และให้ไหลตามลักษณะพันธุ์เดิม เส้นทาง meristem/shoot tip ไปสู่ axillary shoot multiplication จึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่า
สูตรอาหารพื้นฐานที่ใช้บ่อยในสตรอเบอร์รี่คือ MS medium โดยมักเติมน้ำตาล sucrose ประมาณ 22.5–30 กรัมต่อลิตร ใช้ agar ประมาณ 6–8 กรัมต่อลิตร และปรับ pH ประมาณ 5.7–5.8 ภายใต้แสงและอุณหภูมิที่เหมาะสม ส่วนฮอร์โมนที่ใช้ในการแตกยอดพบได้หลายกลุ่ม เช่น BA หรือ BAP, kinetin, zeatin และ TDZ โดยอาจใช้ร่วมกับ auxin ระดับต่ำ เช่น IBA หรือ NAA ในบางสูตร ตัวอย่างเช่น งานในพันธุ์ ‘Oso Grande’ รายงานการใช้ MS ร่วมกับ BA และ IBA เพื่อเพิ่มยอดจาก meristem ขณะที่บางงานใน nodal segment ใช้ BA, NAA และ adenine sulphate เพื่อช่วยให้แตกยอดเร็วและมีเปอร์เซ็นต์ sprouting สูง
อย่างไรก็ตาม สตรอเบอร์รี่เป็นพืชที่ตอบสนองต่อสูตรอาหารแบบขึ้นกับสายพันธุ์อย่างชัดเจน สูตรที่เหมาะกับพันธุ์หนึ่งอาจไม่ใช่สูตรที่ดีที่สุดของอีกพันธุ์หนึ่ง เช่น ‘Aroma’ อาจตอบสนองต่อ zeatin ได้ดี ขณะที่ ‘My Da’ อาจให้ผลดีเมื่อใช้ BAP ร่วมกับ kinetin และ ‘Pharachatan 80’ มีรายงานการใช้ BAP และ IBA ในระดับต่ำเพื่อช่วยทั้งยอดและราก ดังนั้นหากแล็บต้องการผลิตสตรอเบอร์รี่สายพันธุ์ใหม่ ไม่ควรรับสูตรจากงานวิจัยเพียงสูตรเดียวมาใช้ทันที แต่ควรทำ screening trial เพื่อดูว่าแต่ละพันธุ์แตกยอดดีแค่ไหน เกิดยอดฉ่ำน้ำหรือไม่ ออกรากได้ดีหรือเปล่า และต้นหลังออกขวดแข็งแรงเพียงใด
ขั้นตอนออกรากและอนุบาลออกขวดเป็นช่วงที่มีผลต่อคุณภาพต้นพันธุ์อย่างมาก แม้ต้นในขวดจะดูสมบูรณ์ แต่ใบยังมี cuticle บาง ปากใบทำงานไม่เต็มที่ และรากยังไม่คุ้นกับสภาพนอกขวด สูตรออกรากที่พบได้บ่อยคือ ½ MS ร่วมกับ IBA หรือ NAA ระดับต่ำ ตัวอย่างเช่น งานใน ‘Oso Grande’ รายงานว่า half-strength MS + IBA 1.0 mg/L ช่วยให้ microshoot ออกรากได้ดี ส่วนงานไทยใน ‘Pharachatan 80’ พบว่าหลังย้ายออกปลูก ระบบ hydroponics ที่ใช้ ½ strength Hoagland’s solution ให้ survival สูงและช่วยให้ระบบรากพัฒนาได้ดีในช่วงแรก

ระบบผลิตจำนวนมากเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจในเชิงธุรกิจ อาหารกึ่งแข็งเป็นระบบมาตรฐานที่ควบคุมง่ายและเหมาะกับการรักษาความเสถียรของต้นพันธุ์ แต่ใช้แรงงานมาก หากต้องการเพิ่มกำลังผลิต ระบบอาหารเหลวหรือ temporary immersion bioreactor อาจช่วยเพิ่มจำนวนต้นได้รวดเร็วขึ้น งานวิจัยบางชิ้นรายงานว่าระบบอาหารเหลวช่วยเพิ่มจำนวนยอดได้มาก แต่ก็พบปัญหา hyperhydricity หรือยอดฉ่ำน้ำ จึงต้องนำกลับมาเลี้ยงบนอาหารกึ่งแข็งเพื่อฟื้นสภาพ ส่วนระบบ temporary immersion มีศักยภาพสูงกว่าในการผลิตเชิงปริมาณ เพราะควบคุมช่วงเวลาที่ชิ้นส่วนสัมผัสอาหารได้ แต่ต้องปรับความถี่การแช่ การระบายอากาศ ความหนาแน่นชิ้นส่วน และระดับฮอร์โมนให้เหมาะสม
สิ่งที่ต้องระวังในการผลิตต้นสตรอเบอร์รี่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคือคำว่า “ปลอดโรค” ไม่ควรใช้เพียงเพราะต้นถูกผลิตในขวดปลอดเชื้อ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อช่วยลดความเสี่ยงได้มาก โดยเฉพาะเมื่อใช้เมริสเต็ม แต่หากต้องการจำหน่ายในฐานะต้นพันธุ์ปลอดโรคจริง ควรมีการตรวจรับรอง เช่น indexing, ELISA, RT-PCR หรือการตรวจโรคเป้าหมายตามระบบที่กำหนด ตัวอย่างเช่น หากต้องผลิตต้นแม่พันธุ์สำหรับฟาร์มที่นำไปผลิตไหลต่อ ควรเริ่มจาก meristem culture แล้วตรวจไวรัสหรือไฟโตพลาสมาก่อนปล่อยเป็น stock แม่พันธุ์ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าต้นที่ได้รับไม่ได้แค่สวยในขวด แต่มีคุณภาพในระดับการผลิตจริง
โดยสรุป การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสตรอเบอร์รี่เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงสำหรับการผลิตต้นพันธุ์คุณภาพ โดยเฉพาะในระบบฟาร์ม โรงเรือน และธุรกิจต้นแม่พันธุ์ที่ต้องการความสม่ำเสมอและลดความเสี่ยงจากโรคสะสม แนวทางที่เหมาะกับการผลิตเชิงพาณิชย์คือเริ่มจากต้นแม่ที่ตรวจสอบได้ ใช้เมริสเต็มหรือปลายยอดเมื่อต้องการ stock ปลอดโรค ใช้ตาข้างหรือ shoot cluster ในการเพิ่มจำนวน ลดการผ่านแคลลัสเมื่อเป้าหมายคือต้นตรงสายพันธุ์ และมีระบบ QC หลังออกขวดอย่างชัดเจน เพราะต้นพันธุ์สตรอเบอร์รี่ที่ดีไม่ได้หมายถึงต้นที่เพิ่มจำนวนได้มากที่สุดเท่านั้น แต่ต้องเป็นต้นที่แข็งแรง สม่ำเสมอ ตรวจสอบได้ และพร้อมสร้างผลผลิตที่ดีในแปลงปลูกจริง
✨ช่องทางการสั่งซื้อ✨
Facebook Fanpage : ไทยทิชชู – ต้นไม้เพาะเนื้อเยื่อ ( Inbox 📩)
TikTok Shop : https://www.tiktok.com/@thaitissueshop
Shopee : https://shopee.co.th/thaitissue
🌱Other Contacts🌱
☎️ : 06-4475-7495 , 08-8629-4513
Line OA : https://lin.ee/UQFnpoN
Website : https://www.thaitissues.com/





ความคิดเห็น