หลักการและขั้นตอนการนำเข้า-ส่งออกพืชตามมาตรฐานสากล: คู่มือเชิงลึกด้านระเบียบกักกันพืชและสุขอนามัย (Phytosanitary Protocol)
- ศรุตา แนบกลาง
- 16 ธ.ค. 2568
- ยาว 3 นาที
อัปเดตเมื่อ 17 ธ.ค. 2568

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของโลก ธุรกิจการค้าพืชระหว่างประเทศจึงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภายใต้โอกาสทางเศรษฐกิจนี้ มีกลไกสำคัญที่ควบคุมอยู่คือ “ความมั่นคงทางชีวภาพ (Biosecurity)” และ “พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)”
บทความนี้ Thai Tissue Culture International จะขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการนำเข้าและส่งออกพืชอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป เข้าใจถึงกลไกการควบคุมโรคพืชตามมาตรฐาน IPPC (International Plant Protection Convention)
1. หลักการพื้นฐานทางกฎหมายและสุขอนามัยพืช (Legal Framework)
ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนปฏิบัติ ต้องทำความเข้าใจการจัดแบ่งประเภทของพืชตามกฎหมายไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความยากง่ายในการนำเข้า-ส่งออก:
สิ่งต้องห้าม (Prohibited Articles): พืชที่มีความเสี่ยงสูงที่จะนำศัตรูพืชร้ายแรงเข้ามา เช่น พืชตระกูลส้ม มะพร้าว หรือพืชเศรษฐกิจบางชนิด ห้ามนำเข้า เว้นแต่เพื่อการวิจัยและทดลอง ซึ่งต้องขออนุญาตจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตร
สิ่งกำกัด (Restricted Articles): พืชที่ต้องมีการควบคุมพิเศษ ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) และต้องผ่านการตรวจสอบศัตรูพืชอย่างละเอียด
สิ่งไม่ต้องห้าม (Unprohibited Articles): พืชทั่วไปที่ไม่อยู่ใน 2 กลุ่มแรก แต่นำเข้าต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชกำกับเสมอ
2. กระบวนการส่งออกพืช (Export Procedures)
การส่งออกพืชจากไทยไปยังต่างประเทศ ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของ ประเทศปลายทาง เป็นหลัก โดยมี กรมวิชาการเกษตร (Department of Agriculture) ของไทยทำหน้าที่รับรองมาตรฐาน (NPPO) ดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1: การตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
ผู้ส่งออกต้องตรวจสอบว่าประเทศปลายทางต้องการเอกสารใดบ้าง เช่น:
• Import Permit: ใบอนุญาตนำเข้า (ผู้ซื้อต้องขอจากประเทศตนเอง)
• Special Declaration: ข้อความรับรองพิเศษ เช่น "ปราศจากรากปม" หรือ "ปราศจากเพลี้ยไฟ"
ขั้นตอนที่ 2: การเตรียมสินค้าให้ปลอดศัตรูพืช (Pest-Free Preparation)
พืชต้องสะอาด ปราศจากดิน (Soil-free) เนื่องจากดินเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย เชื้อรา และไข่แมลง การส่งออกส่วนใหญ่จึงต้องทำในรูปแบบ:
• Bare Root: ล้างรากและวัสดุปลูกออกจนหมด
• Tissue Culture (In Vitro): พืชในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (วิธีที่ได้รับการยอมรับสูงสุด)
ขั้นตอนที่ 3: การขอใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate)
ยื่นคำขอ (แบบ พ.ก. 7) ณ ด่านตรวจพืช เพื่อให้เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจสินค้า หากไม่พบศัตรูพืช เจ้าหน้าที่จะออก ใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) เพื่อใช้แนบไปกับสินค้า
ขั้นตอนที่ 4: กรณีพืชบัญชีไซเตส (CITES)
หากพืชอยู่ในบัญชีอนุสัญญาไซเตส (เช่น กล้วยไม้ป่า, กระบองเพชรบางชนิด) ต้องขอใบอนุญาตส่งออกไซเตส (CITES Permit) เพิ่มเติมจากกองคุ้มครองพันธุ์พืชและสัตว์ป่า
ขั้นตอนที่ 5: การขอใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin - CO)
Certificate of Origin (CO) คือเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการ (ในไทยคือ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์) เพื่อรับรองว่าสินค้าดังกล่าวผ่านกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าของประเทศผู้ส่งออก
ความสำคัญและประเภทของหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า
1. ยืนยันสัญชาติสินค้า: ใช้เพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้าสำหรับการนำเข้าตามปกติ โดยไม่มีผลต่อการลดหย่อนภาษี ใช้สำหรับการควบคุมโควตา หรือสถิติการค้า
2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Key Factor): เป็นเอกสารที่มีความสำคัญสูงสุดในเชิงธุรกิจ ใช้ยื่นต่อศุลกากรประเทศปลายทางเพื่อขอ “ลด” หรือ “ยกเว้น” ภาษีนำเข้า ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ต่างๆ
กลุ่มประเทศเป้าหมายที่จำเป็นต้องใช้ CO
การใช้ CO มีความจำเป็นอย่างยิ่งในตลาดที่มีข้อตกลง FTA กับประเทศไทย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านราคา (Price Competitiveness) ผ่านกลไกทางภาษี:
1. สาธารณรัฐประชาชนจีน (China)
เอกสาร: Form E (ASEAN-China FTA)
ความสำคัญ: จีนเป็นตลาดใหญ่สำหรับไม้ด่างและไม้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ Form E ช่วยลดภาษีนำเข้าพืชส่วนใหญ่เป็น 0% ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ผู้นำเข้าชาวจีนให้ความสำคัญสูงสุด
2. กลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Member States)
เอกสาร: Form D (ATIGA)
ความสำคัญ: สำหรับการส่งออกไป อินโดนีเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์ หรือ มาเลเซีย การใช้ Form D อำนวยความสะดวกในการผ่านพิธีการศุลกากรและยกเว้นภาษี
3. ประเทศอินเดีย (India)
เอกสาร: Form FTA (Thai-India FTA) หรือ Form AI (ASEAN-India FTA)
ความสำคัญ: อินเดียมีมาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าที่เข้มงวดมาก การมี CO ที่ถูกต้องจะช่วยลดปัญหาการกักกันสินค้าและการประเมินภาษีที่ท่าเรือ
4. ประเทศญี่ปุ่น (Japan)
เอกสาร: Form JTEPA หรือ Form AJCEP
ความสำคัญ: ตลาดญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับมาตรฐานและแหล่งที่มาของสินค้าเกษตรอย่างมาก CO จึงทำหน้าที่เสมือนเครื่องยืนยันคุณภาพมาตรฐานสินค้าไทยไปในตัว
ขั้นตอนการขอใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (CO) สำหรับไม้เนื้อเยื่อ
การดำเนินการต้องกระทำผ่านระบบของ กรมการค้าต่างประเทศ (Department of Foreign Trade: DFT) โดยมีขั้นตอนเชิงปฏิบัติการดังนี้:
1. การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (Exporter Registration)
ผู้ประสงค์จะส่งออกต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา และดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกสินค้ากับกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อยืนยันสถานะทางกฎหมายและการเข้าใช้งานระบบ Electronic Data Interchange (EDI)
2. การตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า (Verification of Origin)
นี่คือขั้นตอนที่มีความสำคัญทางเทคนิคที่สุด สำหรับพืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งจัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ประเภท 06 (พืชมีชีวิต) โดยเฉพาะรหัส HS 0602.90 (พืชอื่นๆ รวมทั้งราก) การพิสูจน์ถิ่นกำเนิดมักใช้เกณฑ์ “สินค้าที่ได้มาทั้งหมดจากประเทศนั้น” (Wholly Obtained: WO)
หลักเกณฑ์ทางวิชาการ: พืชที่เพาะปลูก เก็บเกี่ยว หรือผ่านกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (In vitro culture) จนเจริญเติบโตในประเทศไทย ถือว่าเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดไทย 100%
เอกสารประกอบ: ผู้ส่งออกต้องยื่นขอตรวจสอบต้นทุนหรือกระบวนการผลิต โดยระบุแหล่งที่มาของแม่พันธุ์ (Mother Plant), สารเคมีและวุ้น (Media), และกระบวนการในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รับรองผลการตรวจสอบ
3. การยื่นคำร้องขอ CO ผ่านระบบดิจิทัล
เมื่อผ่านการตรวจสอบถิ่นกำเนิดแล้ว ผู้ส่งออกต้องระบุรายละเอียดในระบบ EDI ได้แก่:
ข้อมูลผู้ส่งออก (Exporter) และผู้นำเข้า (Consignee)
รายละเอียดพาหนะขนส่ง (Transport details)
รายละเอียดสินค้า (Description of Goods) และพิกัดศุลกากร (HS Code)
เกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (Origin Criterion) เช่น ระบุรหัส "WO"
4. การอนุมัติและการรับเอกสาร
เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตามเงื่อนไขของแต่ละความตกลงการค้า เมื่ออนุมัติแล้ว ผู้ส่งออกจึงสามารถพิมพ์ฟอร์มหรือไปรับเอกสารฉบับจริงที่มีลายมือชื่อและตราประทับตราสำคัญ เพื่อจัดส่งไปยังประเทศปลายทาง
3. กระบวนการนำเข้าพืช (Import Procedures)
หลักการพื้นฐานทางกฎหมายและการจำแนกประเภทพืช (Legal Classification)
ก่อนดำเนินการนำเข้า ผู้นำเข้าจำเป็นต้องตรวจสอบสถานะของพืชชนิดนั้นๆ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกฎหมายไทยแบ่งพืชออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งมีข้อกำหนดในการนำเข้าที่แตกต่างกัน ดังนี้:
1. สิ่งต้องห้าม (Prohibited Articles)
หมายถึง พืช วัสดุการเกษตร หรือพาหะ ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของศัตรูพืชร้ายแรง (เช่น พืชเศรษฐกิจหลักของไทย: มะพร้าว, ยางพารา, กาแฟ, ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น)
เงื่อนไข: ห้ามนำเข้า ในเชิงพาณิชย์โดยเด็ดขาด
ข้อยกเว้น: อนุญาตเฉพาะเพื่อการทดลองหรือวิจัยทางวิชาการเท่านั้น โดยต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการกักกันพืชอย่างเคร่งครัด
2. สิ่งกำกัด (Restricted Articles)
หมายถึง พืชที่มีความเสี่ยงรองลงมา แต่ต้องมีการควบคุมเพื่อป้องกันศัตรูพืชบางชนิด
เงื่อนไข: ต้องขอ ใบอนุญาตนำเข้า (Import Permit) ล่วงหน้าจากกรมวิชาการเกษตร และต้องผ่านการตรวจรับรองสุขอนามัยพืชจากประเทศต้นทาง
3. สิ่งไม่ต้องห้าม (Unprohibited Articles)
หมายถึง พืชทั่วไปที่ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อสิ่งต้องห้ามและสิ่งกำกัด
เงื่อนไข: ไม่ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าล่วงหน้า แต่ ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) กำกับมาด้วยทุกครั้ง เพื่อยืนยันความปลอดโรค
ข้อควรระวังเพิ่มเติม: ต้องตรวจสอบบัญชีแนบท้าย อนุสัญญา CITES (Convention on International Trade in Endangered Species) ว่าพืชดังกล่าวเป็นพืชอนุรักษ์หรือไม่ หากใช่ ต้องมีหนังสืออนุญาตไซเตส (CITES Permit) ประกอบด้วย
กระบวนการและขั้นตอนการนำเข้า
เมื่อทราบประเภทของพืชแล้ว ขั้นตอนการนำเข้าเชิงปฏิบัติการมีรายละเอียดดังนี้:
1. การขอใบอนุญาต (Pre-Importation): หากเป็น "สิ่งต้องห้าม" หรือ "สิ่งกำกัด" ผู้นำเข้าต้องยื่นคำร้อง (แบบ พ.ก. 5) ต่อด่านตรวจพืชหรือสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เพื่อขอใบอนุญาตนำเข้า
2. การเตรียมเอกสารจากต้นทาง (Documentation): ผู้ส่งออกต้องขอ ใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate - PC) จากหน่วยงานอารักขาพืชแห่งชาติ (NPPO) ของประเทศผู้ส่งออก เอกสารนี้ต้องระบุชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และรับรองว่าพืชปราศจากศัตรูพืชและดิน
3. ข้อกำหนดเรื่องวัสดุปลูก (Growing Media): ตามกฎหมายไทย "ห้ามนำเข้าดิน" หรือวัสดุปลูกที่มีอินทรียวัตถุที่อาจปนเปื้อน พืชต้องนำเข้าในรูปแบบ:
Bare Root: ล้างรากให้สะอาด ไม่มีดินติด
In Vitro: พืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในขวดแก้วที่ปราศจากเชื้อ (Sterile condition)
วัสดุปลูกสังเคราะห์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อตามมาตรฐานที่กำหนด
4. การตรวจสอบ ณ ด่านนำเข้า (Inspection at Port of Entry): เมื่อสินค้าถึงท่าอากาศยานหรือด่านชายแดน นายตรวจพืชจะทำการตรวจสอบเอกสารและสุ่มตรวจสินค้า หากพบศัตรูพืช ดิน หรือการสำแดงเท็จ เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งทำลายหรือส่งกลับทันที
4. นวัตกรรมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture): ทางออกของปัญหา Phytosanitary
ในมุมมองทางวิชาการ การส่งออก/นำเข้าพืชแบบดั้งเดิมมีความเสี่ยงสูงเรื่องการปนเปื้อน (Contamination) แต่ ระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Plant Tissue Culture) คือ Game Changer ของวงการนี้
Sterile Environment: พืชเติบโตในสภาพ Aseptic Condition (ปลอดเชื้อ) 100% ภายในภาชนะปิด
Soil-Free Media: ใช้วุ้นอาหารสังเคราะห์ (Agar) แทนดิน ตัดปัญหาเรื่องไส้เดือนฝอยและโรคทางดิน (Soil-borne diseases) ตามกฎ IPPC
Exemption from Quarantine: หลายประเทศอนุโลมหรือลดขั้นตอนการกักกันพืชสำหรับไม้เนื้อเยื่อในขวดที่ปิดสนิทและวุ้นอาหารใสสะอาด
Thai Tissue: มาตรฐานห้องปฏิบัติการเพื่อการส่งออก
การดำเนินการด้านนำเข้า-ส่งออกพืช จำเป็นต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพและความเข้าใจในหลักวิชาการ
ที่ Thai Tissue Culture International เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตต้นไม้ แต่เราคือห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ยึดถือมาตรฐานความสะอาดระดับสากล
กระบวนการผลิตของเราถูกควบคุมให้ปลอดเชื้อตั้งแต่ขั้นตอนการฟอกฆ่าเชื้อชิ้นส่วนพืช (Explant Sterilization) จนถึงการย้ายขวดในตู้ Laminar Flow ทำให้ต้นไม้ทุกขวดจาก Thai Tissue เป็น "Phytosanitary-Friendly Products" ที่พร้อมสำหรับการขอใบรับรองและส่งออกไปยังตลาดโลก ลดภาระและความกังวลของผู้ประกอบการลงได้อย่างมหาศาล
หากท่านต้องการต้นไม้คุณภาพสูงที่มีที่มาที่ไปชัดเจน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสะอาดตามหลักวิชาการเพื่อต่อยอดธุรกิจ Thai Tissue พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่คุณวางใจได้ค่ะ
✨ช่องทางการสั่งซื้อ✨
Facebook Fanpage : ไทยทิชชู – ต้นไม้เพาะเนื้อเยื่อ ( Inbox 📩)
TikTok Shop : https://www.tiktok.com/@thaitissueshop
Shopee : https://shopee.co.th/thaitissue
...
🌱Other Contacts🌱
☎️ : 06-4475-7495 , 08-8629-4513
Line OA : https://lin.ee/UQFnpoN
Website : https://www.thaitissues.com/





ความคิดเห็น