top of page

เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไผ่: ทำได้จริง แต่ต้องเลือกข้อ ตาข้าง และสูตรให้เหมาะกับแต่ละชนิด

ไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญทั้งด้านอาหาร วัสดุก่อสร้าง งานหัตถกรรม พลังงานชีวมวล และการปลูกเชิงอนุรักษ์ แต่การขยายพันธุ์ไผ่ด้วยวิธีทั่วไปยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การใช้เมล็ดทำได้ยากเพราะไผ่หลายชนิดออกดอกไม่สม่ำเสมอ และบางชนิดมีรอบการออกดอกยาวมาก ส่วนการแยกกอ เหง้า หรือปักชำ แม้จะใช้ได้ในทางปฏิบัติ แต่ใช้แรงงานมาก เคลื่อนย้ายยาก และเพิ่มจำนวนได้ช้า เมื่อมีความต้องการต้นพันธุ์จำนวนมาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการผลิตต้นไผ่ให้ได้จำนวนมาก สม่ำเสมอ และวางแผนการผลิตได้ดีกว่าเดิม


เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไผ่

สำหรับงานผลิตเชิงพาณิชย์ ชิ้นส่วนที่นิยมใช้มากที่สุดคือข้อที่มีตาข้าง หรือ nodal segment with axillary bud เพราะเป็นการกระตุ้นตาที่มีอยู่แล้วให้แตกยอด จากนั้นจึงนำยอดไปเพิ่มจำนวนและชักนำรากต่อ วิธีนี้มีข้อดีคือช่วยรักษาความเหมือนแม่พันธุ์ได้ดีกว่าการผลิตผ่านแคลลัส เหมาะกับไผ่ที่ต้องการขยายจากต้นแม่พันธุ์คัดเลือก เช่น ไผ่ตง ไผ่ซาง ไผ่เลี้ยง ไผ่กิมซุง หรือไผ่เศรษฐกิจกลุ่ม Bambusa และ Dendrocalamus ตัวอย่างเช่น หากมีแม่พันธุ์ไผ่กอหนึ่งที่ให้หน่อดี โตเร็ว และทรงกอสวย การใช้ข้อหรือตาข้างจากกิ่งอ่อนจะเหมาะกว่าการใช้เมล็ด เพราะช่วยรักษาลักษณะของแม่พันธุ์ได้ใกล้เคียงกว่า


แม้ไผ่จะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ แต่ไม่ใช่พืชที่ทำง่ายทุกชนิด ปัญหาใหญ่ของไผ่คือการปนเปื้อน เพราะไผ่มีข้อ ซอกกาบ และเนื้อเยื่อที่อาจมีจุลินทรีย์แฝงอยู่ภายใน แม้จะฟอกฆ่าเชื้อผิวแล้ว เชื้อบางส่วนอาจยังแสดงอาการภายหลังในขวดเพาะเลี้ยง โดยเฉพาะถ้า explant มาจากแม่พันธุ์กลางแจ้ง หลังฝนตก หรือมีเศษกาบและฝุ่นติดอยู่มาก ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือช่วงแรกดูเหมือนชิ้นส่วนสะอาด แต่หลังเลี้ยงไปไม่กี่วันเริ่มมีแบคทีเรียขุ่นรอบข้อ หรือมีเส้นราออกจากบริเวณตา ทำให้ต้องทิ้งชิ้นส่วนนั้นและเริ่มใหม่


การเตรียมต้นแม่พันธุ์จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ก่อนนำไผ่เข้าแล็บควรเลือกต้นที่แข็งแรง ไม่มีโรค ไม่มีแมลง และควรใช้กิ่งหรือตาที่อยู่ในระยะเจริญ ไม่แก่เกินไป หากเป็นไปได้ควรตัดแต่งหรือกระตุ้นให้แตกยอดใหม่ก่อนเก็บชิ้นส่วน เพราะยอดใหม่มักมีความสามารถตอบสนองต่อการเพาะเลี้ยงได้ดีกว่ากิ่งแก่ ในทางปฏิบัติ แล็บควรหลีกเลี่ยงการเก็บ explant หลังฝนตกหรือช่วงความชื้นสูง และควรล้างทำความสะอาดเพื่อลดฝุ่น ดิน และเศษกาบก่อนเข้าสู่ขั้นตอนฟอกฆ่าเชื้อ


สูตรอาหารพื้นฐานที่ใช้ในงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไผ่มักเป็น MS medium ร่วมกับน้ำตาล และเติมฮอร์โมนกลุ่ม cytokinin เช่น BAP หรือ BA เพื่อกระตุ้นการแตกยอด งานวิจัยหลายชนิดรายงานว่า BAP ในระดับประมาณ 1–2 mg/L เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น Dendrocalamus asper มีรายงานว่า MS + BAP 2.0 mg/L เหมาะต่อการชักนำยอด ส่วน Bambusa vulgaris มีรายงานว่าสูตร MS + BAP 2.0 mg/L + IAA 0.2 mg/L ช่วยให้ explant ตอบสนองดีและให้จำนวนยอดต่อชิ้นส่วนค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม สูตรที่ดีของไผ่ชนิดหนึ่งอาจไม่ใช่สูตรที่ดีที่สุดของอีกชนิดหนึ่ง จึงต้องทดลองปรับตามชนิดไผ่และสภาพแม่พันธุ์จริง


เมื่อยอดเริ่มแตกแล้ว ขั้นตอนเพิ่มจำนวนยอดต้องควบคุมให้ได้ทั้งจำนวนและคุณภาพ ไม่ใช่แค่ทำให้ยอดเพิ่มมากที่สุด เพราะยอดที่เล็ก อ่อน ฉ่ำน้ำ หรือผิดรูป มักออกรากยากและออกขวดรอดต่ำ บางงานวิจัยพบว่าอาหารแข็งช่วยให้เกิดตาหรือยอดใหม่ได้ดี ขณะที่อาหารเหลวอาจช่วยให้ยอดยืดยาวขึ้น แต่ก็ต้องระวังปัญหายอดฉ่ำน้ำหรือ hyperhydricity ตัวอย่างเช่น หากใช้ระบบอาหารเหลวเพื่อเร่งจำนวนยอด ควรสังเกตว่ายอดมีสีเขียวปกติ ใบไม่ใส ลำต้นไม่เปราะ และยังสามารถย้ายไปออกรากได้ดี ไม่ใช่เพิ่มจำนวนเร็วแต่คุณภาพต้นลดลง


ขั้นตอนออกรากของไผ่มักใช้ ½ MS ร่วมกับ auxin เช่น IBA หรือ NAA โดย IBA เป็นตัวเลือกที่พบมากในงานวิจัย ตัวอย่างเช่น Dendrocalamus asper มีรายงานว่า ½ MS + IBA 2.0 mg/L ให้จำนวนรากและความยาวรากดี ส่วนไผ่บางชนิดอาจต้องใช้ IBA ร่วมกับสารอื่นหรือปรับระดับ auxin ให้เหมาะสม เพราะปัญหาที่พบได้บ่อยคือยอดเพิ่มจำนวนได้ดี แต่เมื่อนำไปชักนำรากกลับออกรากช้า รากน้อย หรือรากไม่แข็งแรง หากรากไม่สมบูรณ์ เมื่อนำออกขวดต้นจะตั้งตัวได้ยากและสูญเสียสูงในช่วงอนุบาล


เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไผ่

อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญมากในไผ่คือ browning หรือเนื้อเยื่อดำจากสารฟีนอล หลังตัดชิ้นส่วน ไผ่บางชนิดจะปล่อยสารออกมาจากรอยแผล ทำให้อาหารเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเนื้อเยื่อหยุดการเจริญ หากรุนแรงมาก explant อาจดำและตายก่อนแตกยอด แนวทางลดปัญหานี้คือใช้ชิ้นส่วนที่ไม่แก่เกินไป ลดขนาดแผลตัด เปลี่ยนอาหารเร็วในช่วงแรก และทดลองใช้สารช่วยลด browning เช่น activated charcoal, PVP, ascorbic acid หรือ citric acid อย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น ใน batch ที่ explant เริ่มดำเร็วภายในไม่กี่วัน แล็บอาจต้องปรับทั้งขั้นตอนล้าง ช่วงมืดหลังฟอก และความถี่ในการย้ายอาหาร ไม่ใช่แก้ด้วยการเพิ่มฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว


หลังออกรากแล้ว การอนุบาลออกขวดเป็นตัวตัดสินว่าต้นไผ่จะกลายเป็นต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูกได้จริงหรือไม่ ต้นในขวดยังมีใบและรากที่อ่อนต่อสภาพภายนอก จึงต้องค่อย ๆ ปรับความชื้น แสง และวัสดุปลูก งานวิจัยใน Dendrocalamus asper รายงานว่าวัสดุปลูกทราย : ปุ๋ยหมัก : ขุยมะพร้าว อัตรา 1:1:1 ให้การรอดสูงในระยะ acclimatization ซึ่งสะท้อนว่าระบบอนุบาลต้องโปร่ง ระบายน้ำดี แต่ยังรักษาความชื้นได้พอเหมาะ สำหรับการผลิตจริง อาจใช้ cocopeat ผสมวัสดุโปร่ง และควบคุมความชื้นสูงในช่วงแรก ก่อนค่อย ๆ เปิดให้อากาศถ่ายเทมากขึ้น


โดยสรุป การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไผ่มีศักยภาพสูงสำหรับการผลิตต้นพันธุ์จำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ข้อหรือตาข้างจากกิ่งอ่อนของแม่พันธุ์ดี แต่ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากสูตรอาหารเพียงสูตรเดียว ต้องเริ่มจากแม่พันธุ์สะอาด เลือก explant ที่เหมาะ ลดการปนเปื้อน ควบคุม browning ปรับสูตรแตกยอดและสูตรรากตามชนิดไผ่ และอนุบาลออกขวดอย่างระมัดระวัง หากต้องทำเชิงพาณิชย์ ควรเริ่มจากการทดลอง protocol เฉพาะชนิด เช่น ไผ่ตง ไผ่ซาง ไผ่เลี้ยง ไผ่กิมซุง หรือ Bambusa vulgaris ก่อนผลิตจำนวนมาก เพราะในงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไผ่ เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้ยอดแตกในขวด แต่ต้องได้ต้นที่ออกรากดี รอดสูง ตรงพันธุ์ และพร้อมเติบโตต่อในแปลงปลูกจริง



✨ช่องทางการสั่งซื้อ✨

Facebook Fanpage : ไทยทิชชู – ต้นไม้เพาะเนื้อเยื่อ ( Inbox 📩)

TikTok Shop : https://www.tiktok.com/@thaitissueshop

Shopee : https://shopee.co.th/thaitissue



🌱Other Contacts🌱

☎️ : 06-4475-7495 , 08-8629-4513

Line OA : https://lin.ee/UQFnpoN

 
 
 

ความคิดเห็น

ได้รับ 0 เต็ม 5 ดาว
ยังไม่มีการให้คะแนน

ให้คะแนน
bottom of page
Verification: 9933af91e0ee3d8d